วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

Infographic




1.  สภาการศึกษาเจาะลึกลงงานวิจัยดีเด่นที่จัดทิศทางสำคัญของการศึกษาอนาคตประเทศไทย
จุดประสงค์
1.เพื่อให้มีการนำเสนอ เผยแพร่ ยกย่อง ผลงานวิจัย
2.เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้
3.กระตุ้นให้มีการนำผลงานวิจัยเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ
ลักษณะของงานวิจัย
ส่วนใหญ่นำไปสู่การแก้ปัญญามีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ และในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีการนำเทคโนยีมาใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์การเรียนการสอนระบบอีเอิร์นนิ่ง
การพัฒนาการศึกษา
1.การปฏิรูปคุณภาพครูเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
2.การพัฒนาเพื่อรองรับตลาดแรงงานเพื่อเข้าสู่สมาคมอาเซียน
3.การพัฒนาบัณฑิต
3.1 ส่งเสริมสมรรถภาพของนิสิตครู
3.2 ความต้องการจำเป็นด้านอาชีพ
3.3 ความต้องการจำเป็นด้านกิจกรรมผลิตและพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
3.4 ความต้องการจำเป็นด้านคุณลักษณะของบัณฑิต
4.การพัฒนาทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้ย้ายถิ่นฐานชาวพม่า
ผลงานวิจัยดีเด่น
อันดับ 1 คือ การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการประเมิณการเรียนรู้ของนิสิตครูเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
อันดับ 2 คือ รูปแบบและการจัดการศึกษาแก่ทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้ย้ายจากประเทศพม่า
อันดับ 3 คือ ความพร้อมในกรพัฒนาบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจ

2. กลุ่มพัฒนาครูทั้งระบบ
-อีก10ปีข้างหน้ามีการเกษียณครูจำนวน180,000
-การปฏิรูปครูการเปลี่ียนการจัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนการสอยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-เป็นโอกาศที่ดีอัตราครูบรรจุใหม่ซึ่งเป็นครูในศตวรรษที่21
-หน่วยงาน 1.สพฐ 2.กคศ .สสวมท 4.สคสบ 5.สกสค 6.สภาคณบดี 7.เอกชนและสำนักพิมพ์ 8.สภาอุดมศึกษา 9.สำนักเลขานุการ




3.  บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่9
ปัจจัย
            -ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
            -ปัจจัยด้านการตื่นตัวของกลุ่มคนชั้นต่ำ
            -ปัจจัยด้านความพร้อมบริบททางสังคม
            -ปัจจัยด้านการปรับแนวปฏิรูปการศึกษา
ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
-การให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา
-ปัญหาเกี่ยวกับด้านภาวะผู้นำทางการศึกษา
-ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนผู้รู้ทางการศึกษา
-ปัญหาเกี่ยวกับการเข้าใจผิดของประชาชน
บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษา
1. ภาวะผู้นำ
2. การปฏิรูประบบสังคมควบคู่กับการปฏิรูปการศึกษา
3. การประชาสัมพันธ์การแก้ความเข้าใจผิด
4.การให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
5. การดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
แนวทาง
            -จัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฏรทั่วไป
            -ผู้ปกครอง  นักเรียน เป็นผู้รับชอบค่าใช้จ่าย
            -เน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น

4. สภาการศึกษาชู 4 ข้อเสนอ ทำอย่างไรให้นักเรียนไทยมีคะแนน PISA สูงขึ้น
          1.นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการอ่านยังเป็นเรื่องที่ต้องบังคับหรือทำเพื่อให้ได้ สิ่งตอบแทน ทั้งในรูปของคะแนน หรือสิ่งจูงใจอื่นๆ มากกว่าการอ่านเพื่อการเรียนรู้ หรือต่อยอดความรู้ด้วยความอยากรู้

          2.นักเรียนไม่คุ้นเคยกับข้อสอบในลักษณะการเขียนตอบ หรือให้คำอธิบาย หรือการตอบที่ต้องคิดวิเคราะห์ ตีความ และสะท้อนเอาความคิดของตนที่ตอบสนองต่อข้อความที่ได้อ่าน หรือข้อมูลที่ให้มา
          3.นักเรียนขาดพื้นฐานของสาระการเรียนรู้ และทักษะที่จะใช้ในการเรียนต่อระดับสูง โดยเฉพาะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะมีเนื้อหาที่ต้องเรียนตามหลักสูตรมากมาย แต่กลับเป็นเนื้อหาที่จำเป็นในการประกอบอาชีพในอนาคตของคนส่วนน้อย นอกจากนี้เวลาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่ส่งเสริมศักยภาพในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา หรือสร้างคำอธิบายก็มีน้อยเกินไป ซึ่งมีเวลาเรียนเพียง 8% ของเวลาเรียนทั้งหมด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยนานาชาติ เป็น 12%
          4. คุณภาพของโรงเรียนแตกต่าง และเหลื่อมล้ำกันตามสังกัดและพื้นที่ อันเกิดจากคุณภาพครู ความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ในการเรียน
5.คุณภาพการสอนของครูยังเป็นผู้บรรยายให้ความรู้มากกว่าการเป็นผู้บริหารจัดการความรู้ หรือผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน

5. สื่อสารอย่างไรให้ปลอดภัย
           1. ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว 
           2. ไม่ส่งหลักฐานส่วนตัวของตนเองและคนในครอบครัวให้ผู้อื่น เช่น สำเนาบัตรประชาชน เอกสารต่างๆ รวมถึงรหัสบัตรต่างๆ เช่น เอทีเอ็ม บัตรเครดิต ฯลฯ
           3. ไม่ควรโอนเงินให้ใครอย่างเด็ดขาด นอกจากจะเป็นญาติสนิทที่เชื่อใจได้จริงๆ
           4. ไม่ออกไปพบเพื่อนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต เว้นเสียแต่ว่าได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และควรมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนไปด้วยหลายๆ คน เพื่อป้องกันการลักพาตัว หรือการกระทำมิดีมิร้ายต่างๆ
           5. ระมัดระวังการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงคำโฆษณาชวนเชื่ออื่นๆ เด็กต้องปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยต้องใช้วิจารณญาณ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ขาย
           6. สอนให้เด็กบอกพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคุณครู ถ้าถูกกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต (Internet Bullying)
           7. ไม่เผลอบันทึกยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ 
           8. ไม่ควรบันทึกภาพวิดีโอ หรือเสียงที่ไมเหมาะสมบนคอมพิวเตอร์ หรือบนมือถือ



วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่ได้จากการฟังประสบการณ์ของเพื่อนในห้องเรียน

         ในวันจันทร์ที่ 10สิงหาคมเพื่อนได้ออกมาแชร์ประสบการหน้าห้อง  โดยส่วนมาเพื่อนๆ  จะแชร์ประสบการณ์ในการทำงานช่วงปิดเทอม  โดยเพื่อนแต่ละคนก็ได้ทำงานที่แตกต่างกันไป ทำให้เราได้รู้เกี่ยวกับอาชีพต่างที่เพื่อนออกมาแชร์หน้าชั้นเรียนว่าอาชีพทำอย่างไร ต้องมีความอดทนแค่ไหน เพราะถ้าเราไม่มีความอดทนไม่สู้  ย่อท้อต่ออุปสรรคก็จะไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Knowledge Management : KM

           การจัดการความรู้ (Knowledge Management) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือเพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  โดยการจัดการให้มีการค้นพบความรู้ ความชำนาญที่แฝงเร้นในตัวคน หาทางนำออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตกแต่งให้ง่ายต่อการใช้สอยและมีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีการต่อยอดให้งดงาม และใช้ได้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงและกาละเทศะยิ่งขึ้น มีความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมเกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่ไม่เหมือนกันมาเจอกัน
            หลักสำคัญของการจัดการความรู้ คือ กระบวนการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน ในการดำเนินการจัดการความรู้มีบุคคลหรือคนสำคัญในหลากหลายบทบาทหลากหลายรูปแบบ ที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองให้ดีที่สุดแต่ต้องมีการทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการทำงานที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างสวยงามกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ในที่สุด
คุณธรรม 8 ประการของการจัดการความรู้
            1. ศีลธรรมพื้นฐาน ศีลธรรมพื้นฐานของสังคมคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ศีลธรรมพื้นฐานนี้จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การจัดการความรู้มีพื้นฐานอยู่ที่การให้คุณค่าแก่ความรู้ที่อยู่ในตัวคนทุกคน จึงเป็นรูปธรรมแห่งการปฏิบัติที่เคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน
            2. การไม่ใช้อำนาจ การใช้อำนาจจะไปปิดกั้นกระบวนการตามธรรมชาติ คือ การรับรู้ เรียนรู้ งอกงาม ถักทอเครือข่าย เมื่อใช้อำนาจจะทำให้กระบวนการตามธรรมชาติบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น
            3. การฟังอย่างลึก (deep listening) การนำความรู้ที่แฝงเร้นในตัวออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ต้องมีการคุยที่เน้นการฟังอย่างลึก ไม่ใช้โต้เถียงกันโดยหวังเอาชนะ การฟังอย่างลึกและเงียบ จิตใจสงบ มีสติจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ได้ยินจะทำให้เกิดปัญญา
            4. วิธีการทางบวก คือ เอาความสำเร็จ ความภาคภูมิใจของสิ่งที่เคยทำด้วยดีเป็นตัวตั้ง นำมาเห็นคุณค่าและชื่นชม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อยอดให้งดงามและมีประโยชน์ยิ่งขึ้น วิธีการทางบวกทำให้มีความปิติ มีกำลังใจ มีความสามัคคี และมีพลังสร้างสรรค์ที่จะเคลื่อนตัวต่อไปในอนาคต
            5. การเจริญธรรมะ 4 ประการ ที่เกื้อหนุนการเรียนรู้ร่วมกัน ปกติมนุษย์เรียนรู้ร่วมกันยากเพราะกิเลส เช่น ความโกรธ ความเกลียด อหังการ การจะเรียนรู้ร่วมกันควรเจริญธรรมะ 4 ประการ ได้แก่ ความเอื้ออาทร ความเปิดเผย ความจริงใจ และความเชื่อถือไว้วางใจกัน
            6. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (interactive learning through action) เป็นอิทธิปัญญาความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่เนื่องด้วยการปฏิบัติและการจัดการความรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันทำให้ให้การปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างเป็นผลสำเร็จ
            7. การถักทอไปสู่โครงสร้างใหม่ขององค์กรและสังคม การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้บุคคลทั้งโดยตัวบุคคลหรือภายในองค์กรเดียวกันหรือข้ามองค์กรเข้ามาเชื่อมโยงกันโดยความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ แต่เชื่อมโยงด้วยการเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดเป็นเครือข่ายทั้งภายในองค์กรและข้ามองค์กร
            8. การเจริญสติในการกระทำ การเจริญสติคือการรู้ตัว ทำให้จิตใจสงบ มีอิสรภาพ เพราะหลุดพ้นจากความบีบคั้น สัมผัสความจริงได้ ควบคุมความคิด การพูดและการกระทำได้ ทำให้เกิดความสำเร็จ เป็นความงาม ความดี และความสุข



บุคคลที่มีส่วนร่วมในการจัดการความรู้


            ในกระบวนการการจัดการความรู้ในแต่ละองค์กร ควรประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
            1. "คุณเอื้อ" คือผู้ที่ทำให้เกิดผลงาน KM มีหน้าที่คัดเลือกหาทีมงานจากหลายสังกัดมาเป็นแกนนำ สนับสนุนทรัพยากรแก่ทีมงานอย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกิดจากความสำเร็จหลากหลายรูปแบบ
            2. "คุณอำนวย" ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ และเชิงวัฒนธรรม
            3. "คุณกิจ" ผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้ร้อยละ 90-95 อาจสรุปได้ว่าคุณกิจคือผู้จัดการความรู้ตัวจริง เป็นผู้มีความรู้ (Explicit Knowledge) และเป็นผู้ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้ หา สร้าง แปลง ความรู้เพื่อการปฏิบัติให้บรรลุถึง “เป้าหมาย/หัวปลา” ที่ตั้งไว้
            4. "คุณลิขิต" ทำหน้าที่จดบันทึก ในกิจกรรมการจัดการความรู้ อาจทำหน้าที่เป็นการเฉพาะกิจ หรือทำหน้าที่เป็นระยะยาว กึ่งถาวรในกิจกรรมจัดการความรู้ของกลุ่ม หรือ หน่วยงาน หรือองค์กร สิ่งที่ “คุณลิขิต” จดบันทึกได้แก่ เรื่องเล่าจากกิจกรรม ขุมความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บันทึกการประชุมและบันทึกอื่นๆ
            5. "คุณวิศาสตร์" คือ นัก IT ที่เข้ามาช่วยเป็นทีมงาน KM คำว่า "วิศาสตร์" มาจากคำว่า "IT wizard" หรือพ่อมดไอที จะเข้ามาช่วยคิดเรื่องการวางระบบ IT ที่เหมาะกับการดำเนินการ KM
            6. "คุณประสาน" ในการทำ KM แบบเครือข่าย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามองค์กร "คุณประสาน" จะทำหน้าที่ประสานงานให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกันภายในเครือข่าย ทำให้เกิดการเรียนรู้ฝังลึก เกิดการหมุนเกลียวความรู้ได้อย่างมีพลังมาก เรียกว่า "การหมุนเกลียวความรู้ผ่านเขตแดน"



โมเดลปลาทู



            โมเดลปลาทูมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ ส่วนเป้าหมาย (หัวปลา) ส่วนกิจกรรม (ตัวปลา) และ ส่วนการจดบันทึก (หางปลา)
            "หัวปลา" (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนเป้าหมาย ได้แก่ ปณิธานความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า “เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดย “หัวปลา” นี้จะต้องเป็นของ “คณกิจ” หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี “คุณเอื้อ” และ “คุณอำนวย” คอยช่วยเหลือ
            "ตัวปลา" (Knowledge Sharing-KS) หมายถึง ส่วนกิจกรรม ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง “คุณอำนวย” จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว “คุณกิจ” พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม
            "หางปลา" (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ “คลังความรู้” หรือ “ขุมความรู้” ที่ได้จากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู้” ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ “หางปลา” นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การจดบันทึก เป็นการจดบันทึกความรู้ เทคนิค เคล็ดลับในการทำงานที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ควรบันทึกในหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ผังมโนทัศน์ (Mind Map) และรูปแบบอื่นๆ ให้สมาชิกในองค์กรเข้าถึง เอาไปปรับใช้ได้ตลอดเวลา และเก็บคลังความรู้เหล่านี้ในรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information and Communication Technology - ICT) ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป


ความรู้เปรียบเหมือนภูเขาน้ำแข็ง